งานประจำทำไมไม่ลาออก

  • 3

งานประจำทำไมไม่ลาออก

ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์บีบคั้น เครียด เกี่ยวกับงานของคุณ ว่าควรจะอยู่หรือจะไปดี
ถ้าคุณกำลังมีความฝัน แต่ไม่กล้าลงมือทำ เลยยอมทนติดแหงกอยู่กับอะไรเดิมๆ
บางทีบทเรียน 10 ข้อด้านล่างนี้อาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรออกได้บ้าง
1. ในโลกนี้ ไม่มีคำว่า “เวลาที่ใช่และเหมาะสม” หรอก
หากว่าคุณเคยมีความคิดเกี่ยวกับการลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่พบว่าเวลานี้ยังไม่ใช่หรือเหมาะสมเท่าใด เราอยากบอกว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้หรอก เพราะคุณยังมีความหวังว่าทุกอย่างในตอนนี้มันอาจจะดีขึ้น
คุณมีความหวังว่าอนาคตน่าจะเหมาะสมกว่าตอนนี้ แต่รู้ไหมว่า “เวลาที่ใช่ มันไม่มีหรอก” เราทุกคนวนเวียนกับคำว่า “ต้องเตรียมตัวก่อน” แต่บางคนก็เตรียมตัวทั้งชีวิต ไม่ว่าจะการนั่งคิด วางแผนการหรือทำอะไรก็ตามเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองพร้อม
แต่เชื่อไหมว่า สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ทำมัน ชีวิตคนเราอาจตลก ที่มันไม่สนใจหรอกว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อมแค่ไหน เพราะชีวิตให้โอกาสทุกคนเสมอ เพียงชีวิตมักจะสนใจคนที่กล้าหาญที่จะลงมือทำมากกว่าคนที่นั่งเตรียมตัวอยู่มากกว่าเท่านั้นเอง
2. คนอื่นมักคิดว่าคุณบ้า แต่เชื่อเถอะว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา
พวกเรามีจิตใจที่บอบบางอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเรามักจะแคร์คำพูดและความคิดของคนอื่นมากกว่าหัวใจตัวเอง แต่เชื่อสิว่าจิตใจที่บอบบางของเรามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ว่าความกลัวเอย ความรู้สึกไม่มั่นใจ ความคิดบ่อนทำลาย และไอ้นิสัยที่ชอบสนใจคำคนอื่นมากกว่าตัวเองเนี่ย มันคือ “อีโก้” ที่คอยหลอกหลอน เป่าหูเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก
เพราะอีโก้มันไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง มันขี้กลัว ก็เลยมักจะเป่าหูให้เรากลัว แถมยังชอบสร้างความสับสนให้จิตใจด้วย
เป็นเหตุผลที่ว่าส่วนใหญ่แล้วเรามักเลือกทางเดินชีวิตต่างๆเพราะเราแคร์ความคิดคนอื่นมากกว่าหัวใจของเราเอง ถ้าลองถามคนที่เขากล้าลาออกจากงานที่ไม่ใช่ แล้วเลือกหนทางใหม่สำหรับตัวเองนั้น เขาก็พบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก” “บ้าไปแล้วเหรอ” “ทำไมไม่หางานให้ได้ก่อนค่อยลาออก” “แล้วจะเสียใจทีหลัง”
แต่สุดท้ายแล้ว
เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจและเดินหน้าต่อไป แน่นอนมันอาจจะดูเหมือนพูดง่ายกว่าทำ แต่ก็มีหลายคนที่ทำแล้วก็ไปรอดนี่ เพราะฉะนั้น “จงเรียนรู้ที่จะเพิกเฉยเสียงของอีโก้ในตัวเราและผู้คนที่คอยขัดขวางเรา” เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้หรอก ดังนั้น ถ้าจะเลือกตามใจใครสักคน ขอให้เป็นตัวเราเองก็แล้วกัน
3. เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ
ไม่มีใครทำให้เราลาออกได้ (ยกเว้นกรณีโดนเชิญออกหรือไล่ออก) ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือทำอะไรกับเรา คนที่จะตัดสินใจทำสิ่งนั้นๆลงไป คือตัวเราคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคนอื่น
เราอาจจะอ้างได้ว่า เพราะเกลียดงาน เพื่อนร่วมงานไม่ชอบขี้หน้าเรา หรือเจ้านายงี่เง่า ฯลฯ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร แต่การกระทำของเราก็มาจากตัวเรา
ดังนั้น การลาออกจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต ที่เราทำลงไปแล้วเราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองทั้งหมด
ข้อดีก็คือ เราได้เรียนรู้การรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ ต่อจากนี้ไปเราจะได้ลิขิตชีวิตตัวเอง ทำสิ่งที่เราเลือก ทำมันให้ดีที่สุด ดังนั้นการลาออกไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสหรือน่าประณามแต่อย่างใด ถ้าเรามองว่ามันคือจุดเปลี่ยนในชีวิตอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งดีกว่าเดิม
4. หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง เราก็มีอย่างอื่นให้แก้ไขต่อ
การลาออกอาจจะจบปัญหาที่ทำงานลงได้ เราอาจจะรู้สึกโล่งใจในวันแรกๆ แต่ในชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่นี้ ต่อไปที่เราต้องเจอคือ การจัดการกับปากท้องของเราเอง ซึ่งทำให้หลายๆคนรู้สึกหวาดผวาและรู้สึกไม่มั่นคง
แต่กระนั้น อย่าลืมทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ตั้งสติและยืนหยัดให้ได้ เพราะเหตุผลที่เราลาออกมา คือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง จากนั้นค่อยๆมองหาความท้าทายใหม่ในชีวิต หรือไม่ก็สร้างมันเสียเองเลย เมื่อคนเราพบผ่านและรับมือได้กับความไม่แน่นอนของชีวิตมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเรียนรู้การรับมือกับชีวิตได้มากเท่านั้น เหมือนกันการเล่นเกม เล่นบ่อยๆซ้ำๆ เราก็เดาทางได้ ไม่นานก็เก่งเอง
5. ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ
เมื่อเรายังเด็ก เราเห็นแพทเทิร์นในชีวิตของผู้ใหญ่และสังคมทั่วไป คือเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก เกษียณ แค่นั้น เราจึงคิดว่าถ้าอยากมีชีวิตที่สบายและมีปัญหาน้อยที่สุด ก็คือการทำงานเก็บเงินให้มากๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข
แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดแบบเด็กๆเท่านั้นเอง เพราะเมื่อคนเราโตขึ้นมา เราจึงได้พบว่ามันไม่ง่ายที่จะทำแบบนั้น เพราะเมื่อเราทำงานหาเงิน เราหนีความเครียดได้ไม่พ้น และในเมื่อมันไม่มีอะไรแน่นอน หลายครั้งที่เราแทบล้มเพราะสิ่งที่เราหวังไม่เป็นอย่างหวัง เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าไม่จ่ายหนี้ ปิดยอดขายไม่ได้ ลูกค้าหาย ฟองสบู่แตก บริษัทขาดทุนหรือล้มละลาย ฯลฯ
แต่ถึงแม้ชีวิตมันจะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เราเลือกได้ที่จะไม่เอาตัวเราและความรู้สึกเข้าไปร่วมอินกับเหตุการณ์ต่างๆมาก ถ้าอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด และเมื่อมันเกิดได้ มันก็ดับไปเองได้ เราอาจต้องรอหน่อย แต่จะมัวเศร้าและเฝ้ารอทำไม ในเมื่อเรายังมีวินาทีปัจจุบันให้ใช้ชีวิตอยู่
6. เราสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองได้
คนอื่นอาจจะว่าบ้า ถ้าเกิดเราจะเลิกทำงานประจำที่มั่นคง ชีวิตในคอนโดแสนสุขสบาย รายได้ที่โอเคเพื่อไปทำสิ่งที่เรียกว่า “ไม่มั่นคง” ในสายตาคนอื่น อย่างพนักงานฟรีแลนซ์ หรือ ครูสอนเปียโน?
พูดกันตามตรงมันก็ดูบ้าเหมือนกันนะ
แม้จะมีคนหลายคนเลือกทำแบบนี้ แต่เหมือนสังคมเราจะให้ค่า “ความมั่นคง” มากกว่า “ความสุขในชีวิต” ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกเอง เราทุกคนสร้างกฎเกณฑ์ของชีวิตเราได้เสมอ ถ้ามันไม่เดือดร้อนคนอื่น คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนใคร และใครๆก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบคุณด้วย คนเราทุกคนมีสิทธ์เลือกทางเดินของตนเอง
7. เมื่อไม่มีใครออกคำสั่งเรา เราก็ต้องทำเอง
ตอนที่คนเราทำงานประจำ เรามักจะมีผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลายครั้งเราก็แค่ทำตามที่เขามอบหมายงานมาเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ และนั่นทำให้เราเคยชินกับกิจวัตรแบบเดิมๆ ที่ไม่ต้องบังคับตัวเองเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวงานก็บีบบังคับเราเอง
ต่อให้เราไม่อยากทำหรือขี้เกียจแค่ไหน แต่ความกลัวที่มีต่อเจ้านายก็จะทำให้ลุกขึ้นมาทำงานเอง แต่เมื่อเราออกมาเริ่มต้นชีวิตอิสระ ภายใต้การควบคุมของเรา ไม่มีใครออกคำสั่งเราแล้ว เราไม่ต้องรีบตื่นในวันที่ขี้เกียจ เราไม่ต้องฝ่ารถติดทุกวันโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป เราจึงต้องเป็นคน “กำหนด” ทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าไม่ยากหรอก
แต่เชื่อสิ เมื่อวันนั้นมาถึงทุกคนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขี้เกียจและผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น มันสำคัญมากที่เราจะฝึกตนเอง เอาชนะความขี้เกียจของตัวเองให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเคยชินกับความขี้เกียจและกลายเป็นคนที่ไร้ประสิทธิภาพ
8. ความกลัวเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโต
ชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันทำให้คนเราไขว่คว้าหาความมั่นคงเข้ามาเติมในชีวิต เปรียบเหมือนการที่เราลอยคออยู่ในทะเลและพยายามหาอะไรเกาะยึดเหนี่ยวไว้ก่อน อะไรก็ได้ ขอแค่ไม่ตายก็พอ
หลายคนเข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีอะไรที่แตกต่างจากตัวเราเยอะแน่ๆ ถ้าพวกเขาไม่รวยมาตั้งแต่เกิด ก็ต้องเป็นคนที่มีพลังวิเศษที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความกลัว เหมือนพวกเขามีอำนาจที่พวกเราไม่มี ทำนองนั้น แต่เมื่อได้ลองศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จมากๆดู ไม่ว่าจะจากการพูดคุยกับเขาอย่างส่วนตัว หรือว่าดูจากการสัมภาษณ์ในทีวี ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาก็มีความกลัวทั้งนั้นแหละ
เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอย่างธรรมชาติ แถมพวกเขายังเผชิญหน้ากับความกลัวมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราตัดสินใจทำอะไรใหญ่ๆได้ เป็นเพราะเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวที่มีนั่นเอง
ดังนั้น อย่าคิดว่าความกลัวเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองและไม่อยากจะพบพานที่สุด ถ้าเราเริ่มทำอะไรและรู้สึกกลัวนิดๆขึ้นมา นั่นเป็นสัญญาณที่ดี เป็นเพราะเราเริ่มที่จะออกจาก “Comfort Zone” ของเราแล้ว อีโก้มันจึงพยายามฉุดรั้งและขัดขวางไม่ให้เราลงมือทำเพราะมันกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเราทำสิ่งที่กลัวทุกวัน เริ่มวันละนิดวันละหน่อย เราจะเรียนรู้การจัดการความกลัวได้เอง
9. เวลาคนเราก็มีเท่านี้ ไม่มากไปกว่านี้
คนเรามักมีความปรารถนาเพิ่มขึ้นกับทุกเรื่อง ถ้าไม่ใช่เงิน ก็เวลา ถ้าไม่ใช่เวลา ก็ความสำเร็จ ถ้าไม่ใช่ความสำเร็จ ก็คือความเคารพนับถือ วนเวียนอยู่แบบนี้ เป็นวงจรชีวิตไม่จบไปสิ้น
ในเมื่อชีวิตคนเราเต็มไปด้วยตัณหาไม่จบไปสิ้น เราควรมีสติรู้ให้เท่าทันตัวเอง รู้จักลิมิตและขอบเขต มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่บ้าคลั่งไม่รู้จักพอ คนเรามีเวลาเท่าๆกัน และเวลาจะมีค่าอะไรถ้าเราไม่รู้จักจัดสรรมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ถ้าเราไม่รู้จักจัดการกับสิ่งที่เรามีให้ดีก่อน เราจะมีมากกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อแค่ตอนนี้ยังจัดการไม่ได้เลย จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด หมั่นจัดสรรเวลาให้คนที่เรารักและรักเราบ้าง ชีวิตเราอาจจะมีความหมายมากขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมากไปกว่านี้ก็ได้
10. ยอดเยี่ยม คือ 100% นอกจากนั้น ยังไม่ใช่
คนเรามักคิดว่าคนที่สำเร็จมักมีทางลัด ทั้งๆที่เขาบอกว่าเขาทำงานหนักและเขาใช้เวลากว่าจะมาถึงจุดนี้
แต่เราก็มักจะไม่เชื่อและคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ เพราะเราก็ทำงานหนักเหมือนกัน แต่ทำไมไม่เห็นได้แบบเขา คนเราเข้าใจว่าการจะได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม คือการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จริงๆแล้ว การทำงานหนักในแบบของคนประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากเวลาที่ลงมือทำ
แต่เขาวัดจาก “คุณภาพของงาน” ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เขาจะใช้เวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่มีในแต่ละวันให้ดีที่สุด ทุกวันต้องยอดเยี่ยม 100% ต่ำกว่านี้คือ ไม่ได้ตามที่คาดหวัง และนั่นเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างใจอยากสักที เพราะเราก็ขยันมากๆ เราทุ่มเทมากๆ แต่มันผิดจุดเท่านั้นเอง
สิ่งที่เราคิดว่าเราทุ่มเทแล้วด้วยความเหนื่อยยาก มันอาจให้ผลลัพธ์แค่ 50% ในขณะที่คนที่คนอื่นเขาอาจดูไม่เหนื่อยเท่าเรา แต่เขาทำงานได้ยอดเยี่ยม 100% ซึ่งเขาไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอก เขาก็แค่ทำสิ่งที่เขาต้องทำ เพียงแต่เราแค่ทุ่มเทผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง หลักของการทำงานให้มีประสิทธิภาพคือ ความสม่ำเสมอ การลงมือทำสิ่งใดก็ตามแต่ทำนานๆครั้ง ผลก็จะไม่เทียบเท่ากับการทำให้เต็มที่อยู่สม่ำเสมอ
มีการวิจัยบอกว่าถ้าเราทำสิ่งใดแบบเดิมๆซ้ำๆติดต่อกันเกิน 30 วันขึ้นไป มันจะกลายเป็นนิสัยของเรา ดังนั้นไม่ว่าตอนนี้เรามีนิสัยที่อยากแก้ไข หรือต้องการสร้างนิสัยดีๆให้ตัวเราใหม่ ลองใช้กฎ 30 วันดูก็ได้ ปรับแบบแผนการใช้ชีวิตใหม่ แรกๆอาจทำได้ยากมาก เพราะเรายังยึดติดอยู่กับนิสัยเดิม แต่เมื่อเราฝืนใจทำมันไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเคยชิน และทุกอย่างจะง่ายขึ้น ผลลัพธ์ใหม่ในด้านบวกก็จะตามเรามาในที่สุด
นี่คือบทเรียนที่คนลาออกหลายคนได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความรู้สึกแย่ แต่ผลลัพธ์ของมันไม่ได้แย่เสมอไป อยู่ที่เราเรียนรู้และนำความเปลี่ยนแปลงนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองให้สูงสุด
ที่มา careersblog

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ

Thank you URL PIC :: http://img.gawkerassets.com/img/189hwghqza8whpng/ku-xlarge.png

ถูกใจกดปุ่มแชร์

3 Comments

Nike Air Zoom Pegasus 35

18/03/2019 at 6:02 am

qtmdelavg,Some really nice stuff on this website, I enjoy it.
Nike Air Zoom Pegasus 35 http://www.nikepegasus-35.us/

Pandora UK

14/03/2019 at 8:19 am

xcrtstxttil,Thanks for sharing such an amazing blog. I am so happy found this informative blog.
Pandora UK http://www.pandorasale.org.uk/

zvodret iluret

25/11/2018 at 5:16 am

Hi, Neat post. There is a problem with your website in web explorer, would test this… IE nonetheless is the marketplace leader and a huge component of people will omit your fantastic writing due to this problem.

http://www.zvodretiluret.com/

Leave a Reply

คลังเก็บ